วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

สัตว์ตายปริศนา สัญญาณโลกาวินาศ?

สัตว์ตายปริศนา สัญญาณโลกาวินาศ?








กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วโลก สำหรับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อหลายพื้นที่บนโลกได้เผชิญกับภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อีกทั้งยังมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นอีกมากมาย จึงไม่แปลกที่จะเกิดคำถามที่ว่า สิ่งเหล่านี้คล้ายกับจะเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าโลกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนอย่างเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ หรือไม่

และล่าสุด เหตุการณ์แปลกประหลาดซึ่งได้กลายเป็นปริศนาของคนทั่วโลกไปอีกหนึ่งประเด็นในขณะนี้ ก็คือ เหตุการณ์สัตว์ในหลายพื้นที่ตายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เริ่มจากที่มลรัฐอาร์คันซอส์ สหรัฐฯ มีนกแบล็กเบิร์ดกว่า 5,000 ตัวตกลงมาตายเกลื่อนถนน ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ขณะที่ปลาดรัมฟิชกว่า 100,000 ตัว ก็ตายเกลื่อนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ในช่วงเวลาเดียวกัน สร้างความฉงนสงสัยให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก เพราะมีเพียงนกแบล็กเบิร์ดกับปลาดรัมฟิชเท่านั้นที่ตาย ส่วนปลาและนกชนิดอื่นไม่ได้มีรายงานแต่อย่างใด ขณะที่ในเคนตั๊กกี้ ก็มีนกตายให้เห็นประปราย โดยได้รับการเปิดเผยจากหญิงสาวคนหนึ่งว่า มีนกตกลงมาตายบริเวณบ้านของเธอ 10 กว่าตัวเลยทีเดียว และที่หลุยเซียน่า นกแบล็กเบิร์ดปีกแดง นกสตาร์ลิ่ง และนกกระจอก รวมแล้วกว่า 5,000 ตัว ก็ตกลงมาตายเกลื่อนในช่วงปีใหม่ และนอกจากนี้รัฐอื่น ๆ ในสหรัฐฯ ก็มีนกและปลาตายเช่นกัน ได้แก่ อิลลินอยส์ เทนเนสซี มิสซิสสิปปี้ แมร์รี่แลนด์ และมิสซูรี

ส่วนในประเทศอื่น ๆ ในแถบยุโรปก็ไม่ต่างกัน โดยในประเทศอิตาลีได้มีนกพิราบตกมาตายหลายพันตัว และทางตอนใต้ของสวีเดนที่กำลังเผชิญกับอากาศหนาวเย็น ก็มีนกตกลงมาตายบนกองหิมะอีกหลายร้อยตัว ขณะที่ในประเทศบราซิล ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ก็มีปลาซาร์ดีน ปลาโคร๊กเกอร์ และปลาดุก รวมกว่า 100 ตันตายอยู่ในทะเลอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งการที่ปลาตาย จำนวนมากครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนชาวประมง ในเมืองปารานา เพราะว่าต้องหยุดหาปลา ทำให้ขาดรายได้ พร้อมกับเกิดความวิตกว่า จะเกิดโรคระบาดในปลา และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ส่วนที่นิวซีแลนด์ ปลากะพงหลายร้อยตัวลอยแพกันมาตายเกยตื้นอยู่บริเวณชายหาดเพนนินซูลา สร้างความตกอกตกใจให้กับบรรดานักท่องเที่ยวไม่น้อย

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีสัตว์ตายเกลื่อนมาตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ เช่น ในเวียดนาม ได้มีปลาหลายพันตัวลอยแพขึ้นเหนือน้ำ สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้าน และพวกเขาไม่สามารถจับปลาสดไปขายได้อีก และก่อนหน้านั้น เมื่อประมาณเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก็มีจระเข้ เต่า ปลาโลมา และสัตว์น้ำอีกหลายชนิดลอยตายเกลื่อนในทะเลสาบและแม่น้ำในประเทศโบลิเวีย

อย่างไรก็ตาม การตายของสัตว์ต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการชันสูตรเพื่อค้นหาสาเหตุการตายที่แท้จริง ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่ในช่วงนี้ก็มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับสาเหตุการตายของสัตว์เหล่านี้มากมาย บ้างก็ว่าเป็นเพราะนกตกใจเสียงพลุและแสงสีช่วงปีใหม่ บ้างก็ว่าเกิดจากมลพิษในอากาศและน้ำ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ตั้งคำถามขึ้นมาอีกว่า ถ้าหากเป็นเพราะเสียงพลุและแสงสีจากเทศกาลปีใหม่จริง เหตุใดจึงเพิ่งเกิดเหตุการณ์นกตกลงมาตายเกลื่อนในปีนี้ เมื่อเทศกาลปีใหม่ก็จัดในรูปแบบเดียวกันกับทุกปี และถ้าหากเกิดจากมลพิษในอากาศและน้ำ เหตุใดในอีกหลายพื้นที่ที่มีมลพิษมากกว่าจึงไม่เผชิญกับปัญหาเดียวกัน

สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ ที่เป็นข้อสันนิษฐานที่ยังไม่มีคำถามใด ๆ ตามมา นั่นก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลก ที่กำลังกลับขั้วสลับตำแหน่งกัน ซึ่งการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกนั้น จะส่งผลให้ความเข้มข้นของแม่เหล็กโลกอ่อนแอลง จนทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

1. ภัยพิบัติบนผิวโลก เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม สึนามิ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก และเกิดภัยธรรมชาติอีกมากมาย เนื่องจากการกลับขั้วของแม่เหล็กโลกจะทำให้ทุกสิ่งบนโลกเปลี่ยนทิศทาง เช่น กระแสน้ำ กระแสลม

2. โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อสนามแม่เหล็กโลกอ่อนแอลง การแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นถึงระดับอันตราย ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนสิ่งมีชีวิตบางประเภทปรับตัวไม่ทัน และเกิดพายุสุริยะ

3. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างบนโลกจะทำงานผิดปกติ

4. ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสัตว์อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงมนุษย์ด้วย ทำให้สัตว์หลายชนิดอ่อนแอและล้มตายดังที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ โดยในระยะเริ่มต้น สัตว์เล็กจะล้มตายก่อน เมื่อความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กอ่อนแอถึงขั้นรุนแรง สัตว์ใหญ่และมนุษย์ก็จะล้มตายไปตาม ๆ กัน

5. วัตถุในอวกาศตกสู่ผิวโลก เมื่อสนามแม่เหล็กโลกอ่อนแอลง แรงดึงดูดของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป วัตถุต่าง ๆ ในห้วงอวกาศจะเคลื่อนที่เข้ามาสู่ผิวโลกได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ แม้จะไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า การตายปริศนาของสัตว์ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นจากการที่สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้ว แต่หากพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีภัยพิบัติครั้งใหญ่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับมนุษย์อย่างมากมาย อีกทั้งโลกก็ยังมีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกวันและเกิดพายุสุริยะในบางพื้นที่ ดังนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าการตายของสัตว์ที่เกิดขึ้นนี้ อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่แสดงให้เห็นว่า โลกใบนี้กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และกำลัง "เริ่มต้น" นับถอยหลังสู่จุดหายนะที่เรียกว่ายุคโลกาวินาศอีกครั้งตามวัฏจักรของโลก หลังจากที่มันเคยเกิดขึ้นและทำให้สัตว์จำพวกไดโนเสาร์สาบสูญไปมาแล้วเมื่อหลายล้านปีก่อน

ที่มา

http://hilight.kapook.com/view/55022

เปิดโฉมหน้า7สิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่

เห็ดมีพิษ (Poisonous mushroom หรือ toadstool) 


เห็ดคางคก
      หมวกเห็ดรูปกระทะคว่ำ    ขอบเรียบ    ผิวมีขนบาง ๆ และมีเกล็ดนูนสี

น้ำตาลหม่นบริเวณกลางหมวกคล้ายหนังคางคก มีครีบสีขาว




เห็ดเทียนแดง (Stinkhorn)
      ดอกเห็ดเมื่อยังอ่อนมีเยื่อรูปไข่ สีขาว เมื่อเจริญจะปริแตกเห็นก้านและ

ฐานดอกรูประฆัง สีแดง มีน้ำเมือกสีน้ำตาลอมเขียวหม่น  ส่งกลิ่นเหม็นเพื่อ

ล่อแมลง ก้านสีแดงและค่อยๆจางลงเป็นสีขาวอมชมพูที่โคน

เห็ดตะกร้อแดง
      ดอกเห็ดอ่อนเป็นก้อนกลมสีขาว  เมื่อโตเต็มที่ผิวด้ายบนจะแตกส่วนที่

อยู่ภายในจะยืดตัวออกมาเป็นก้อนกลมเหมือนลูกตะกร้อสีแดงอมชมพู  ไม่

มีครีบและก้าน ผนังด้านในที่สานเป็นตะกร้อมีน้ำเหนียวๆ  สีน้ำตาลอมเขียว

หม่นฉาบอยู่


เห็ดระโงกหิน       (Fool’s Mushroom, Spring Amanita, Spring

Destroying Angel)
      หมวกเห็ดรูปครึ่งวงกลม สีขาว ผิวเรียบ ครีบและก้านสีขาว   เป็นเห็ดมี

พิษร้ายแรงถึงตายได้

เห็ดแดงน้ำหมาก (Emetic Russula, Stickener)
      หมวกเห็ดรูปกระทะคว่ำ สีแดงสด ตรงกลางเว้าตื้น ขอบม้วนงอลง ผิว

เรียบ    ครีบสีขาวหรือขาวนวล    ก้านสีขาว    เป็นเห็ดพิษมีรสขื่น   ทำให้

อาเจียน   เมื่อสุกแล้วกินได้



เห็ดแดงกุหลาบ (Rosy Russula)
      หมวกเห็ดรูปกระทะคว่ำ   สีแดงเข้ม   หรือซีดจางลงเป็นสีชมพู  กลาง

หมวกเป็นแอ่งเล็กน้อย  ผิวหนืดเมื่ออากาศชื้น  ครีบสีเหลืองอ่อน หรือขาว

นวล  สุกแล้วกินได้

เห็ดขี้ควาย (Golden Tops, Magic Mushroom)
|

      หมวกเห็ดโค้งขึ้น ตรงกลางเว้าตื้น ผิวสีฟางข้าวอมเหลือง กลางหมวก

สีน้ำตาลอมเหลือง     ครีบสีน้ำตาลดำ     เนื้อในเห็ดเมื่อฉีกขาดหรือช้ำจะ

เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินทันที เป็นเห็ดมีพิษร้ายแรง ถ้ากินมากอาจถึงตายได้  ถ้า

กินน้อยอาจทำให้เกิดอาการมึนเมาและประสาทหลอน

ประโยชน์ของเห็ด
      เห็ด  เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ   มีปริมาณไขมัน  น้ำตาล

และเกลือค่อนข้างต่ำ   อีกทั้งยังมีรสชาติและกลิ่นที่ชวนรับประทาน  ซึ่งรส

ชาติที่โดดเด่นนี้ มาจากการที่เห็ดมีกรดอะมิโน กลูตามิค (glutamic)   เป็น

องค์ประกอบ   ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้น

ให้ไวกว่าปกติ       และทำให้มีรสชาติคล้ายกับเนื้อสัตว์ เห็ดยังอุดมไปด้วย

วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบีรวม (ไรโบฟลาวิน) และไนอาซิน (niacin)  ซึ่ง

จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร  นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่ง

เกลือแร่ที่สำคัญ เช่น

1.  ซิลิเนียม   ทำหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค

มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

2.  โปแตสเซียม ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ   สมดุลของน้ำ

ในร่างกาย   การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ   ลดการเกิด

โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ และอัมพาต

3. ทองแดง   ทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของธาตุเหล็ก    ที่สำคัญ

เห็ดมีองค์ประกอบที่ชื่อว่า “โพลีแซคคาไรด์” (Polysaccharide) จะทำงาน

ร่วมกับแมคโครฟากจ์ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์คุ้มกันขนาดใหญ่ที่ออก

จากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อ      และจะไปจับกับโพลีแซคคาไรด์ที่บริเวณ

กระเพาะอาหาร และนำไปส่งยังเซลล์คุ้มกันตัวอื่นๆ โดยจะช่วยกระตุ้นวงจร

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย   เสริมและช่วยเพิ่มปริมาณและ

ประสิทธิภาพของเซลล์คุ้มกันธรรมชาติ      ให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์แปลก

ปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมถึงพวกไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้สาร

อาหารที่ได้รับจะมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณ และชนิดของเห็ด
การตรวจสอบเห็ดพิษ
1. นำข้าวสารต้มกับเห็ด ถ้าไม่เป็นพิษข้าวสารจะสุก ถ้าเป็นเห็ดพิษข้าวสาร

จะสุกๆ ดิบๆ

2.ใช้ช้อนเงินคนต้มเห็ด ถ้าช้อนเงิน กลายเป็นสีดำ จะเป็นเห็ดพิษ

3. ใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษ
      ให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารที่ตกค้างออกมาให้มาก    และช่วยดูด

พิษโดยใช้น้ำอุ่นผสมผงถ่าน (activated charcoal)   และดื่ม 2 แก้ว   โดย

แก้วแรกให้ล้วงคอให้อาเจียน  จึงดื่มแก้วที่ 2 แล้วล้วงคอให้อาเจียนอีกครั้ง
หากอาเจียนยากให้ใช้เกลือแกง 3 ช้อนชาผสมน้ำอุ่นดื่ม แต่วิธีนี้ห้ามใช้กับ

เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  จากนั้นนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที    พร้อมตัวอย่างเห็ดที่

กิน
=======================================================


แหล่งอ้างอิง
      ราชบัณฑิตยสถาน.    2539.   เห็ดกินได้และเห็ดมีพิษในประเทศไทย

ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.ราชบัณฑิตยสถาน กรุงเทพฯ.

      อุราภรณ์ สอาดสุด. 2540.  ชีววิทยาของเห็ด. ภาควิชาชีววิทยา คณะ

วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

พิษสารหนู

พิษสารหนู
สารหนูเป็นแร่ธาตุที่พบในธรรมชาติคือ ในดิน ถ่านหิน และในน้ำ โดยปะปนอยู่กับแร่อื่น เช่น ดีบุก วุลแฟรม อลูมิเนียม  มนุษย์นำสารหนูมาใช้เป็นเวลานานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ต่อมาเมื่อมีความรู้มากขึ้นก็นำมาใช้ในอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทางอุตสาหกรรมใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแก้วและกระจก อุตสาหกรรมป่าไม้  โดยผสมในยารักษาเนื้อไม้กำจัดเชื้อราและใช้เป็นปุ๋ยทางเกษตรกรรมใช้เป็นยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช และยาเบื่อหนู ส่วนในรูปของยารักษาโรค เคยใช้กันแพร่หลายในสมัยต้นศตวรรษที่ ๑๙ โดยใช้รักษาโรคผิวหนังชนิดเรื้อรังและโรคหืด โดยทำเป็นยาน้ำมีชื่อเป็นที่รู้จักว่า “น้ำยาฟาวเร่อ” ใช้กิน ยาโอซาลวาซานรักษาซิฟิลิสและคุดทะราด ต่อมาพบว่าผู้ที่ได้รับยาดังกล่าวเกิดมีอาการแทรกซ้อนขึ้นเนื่องจากพิษสารหนู  ความนิยมในการใช้ยาที่ผสมสารหนูจึงน้อยลงทุกทีจนเลิกไปในที่สุด จะมีที่ใช้อยู่บ้างก็เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณที่เรียกว่า ยาต้ม ยาหม้อ ทั้งหมอไทยและหมอจีนแผนโบราณยังนิยมผสมสารหนูลงไปในยาต้มครอบจักรวาลโดยอ้างสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง รักษาโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านยังมีความเชื่อว่าแพทย์แผนโบราณอาจช่วยให้โรคเหล่านี้หายขาดได้ เนื่องจากสารหนูมีสรรพคุณลดอาการอักเสบได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับเข้าไปในตอนต้นๆ อาการของโรคจะดีขึ้น อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ผู้ที่ได้รับยาที่ผสมสารหนูเข้าไปเมื่อเห็นว่าโรคทุเลาลง อาการดีขึ้น ก็เข้าใจว่ายาดี แล้วกินต่อไปอีกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
อาการพิษจากสารหนูเกิดได้ในสองกรณีคือ
  • อาการเป็นพิษแบบเฉียบพลัน
  • อาการเป็นพิษเรื้อรัง
อาการพิษเฉียบพลันจะพบเมื่อผู้ป่วยได้รับสารหนูขนาดสูงเพียงครั้งเดียว เช่น กินยาผิดหรือในรายที่ใช้ยาเบื่อหนูหรือยาฆ่าแมลงเป็นยาฆ่าตัวตาย โดยการดื่มเข้าไปเป็นปริมาณมาก กรณีเช่นนี้จะเกิดอาการร้อนปาก ร้อนท้อง ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก ความดันโลหิตตก เม็ดเลือดแดงแตกจนไตวาย หมดสติ และถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าไม่เสียชีวิตในเวลาสั้นก็อาจพบอาการทางผิวหนัง เป็นแผลพุพองลอกเป็นแผ่นทั่วตัว มีผมร่วงจนหมดศีรษะในเวลาต่อมา
ส่วนอาการเป็นพิษเรื้อรังพบบ่อยกว่าชนิดเฉียบพลันเพราะไม่ใช่อุบัติเหตุแต่ค่อยๆเป็น โดยผู้ที่ได้รับสารพิษไม่รู้สึกตัวและกว่าจะเกิดอาการหลังจากได้รับยาเป็นเวลานานมาแล้ว  อาจนานถึง ๕-๑o ปี บางครั้งผู้ป่วยเองแทบไม่เชื่อว่าโรคที่เกิดขึ้นเป็นผลจากยาซึ่งเคยกินมาเมื่อ ๑o ปีก่อน แล้วเพิ่งจะมาออกฤทธิ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ อาการพิษเกิดได้กับอวัยวะและตับ ระบบไต ระบบประสาท  และผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่ผู้ป่วยเห็นได้ด้วยตัวเองก่อนอาการอื่น จึงเป็นส่วนสำคัญที่นำผู้ป่วยมาหาแพทย์หรือแพทย์ตรวจพบเมื่อผู้ป่วยมาหาด้วยอาการทางระบบอื่น กล่าวคือ ผิวหนังของผู้ได้รับพิษสารหนูเรื้อรังจะเกิดผิวสีคล้ำลงเป็นสีดำ มีหน้าดำ มีจุดดำขึ้นตามฝ่ามือและลำตัว ลักษณะของจุดดำกระจายทั่วไปมีสลับด้วยจุดขาว ทำให้เห็นผิวดำๆด่างๆ ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าจะมีตุ่มแข็งๆ เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ที่ผิวหนังหนาตัวขึ้น ตุ่มนูนเหล่านี้เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาขยายขนาดโตขึ้นหลายๆตุ่ม อาจรวมกันเป็นปื้นใหญ่แข็งและหนา เป็นสีน้ำตาล ตุ่มเหล่านี้ต่อไปอาจมีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งของผิวหนัง ขณะเดียวกันมะเร็งผิวหนังก็อาจเกิดขึ้นบริเวณลำตัวที่ด่างดำได้อีกด้วย สำหรับอาการทางระบบอื่นได้แก่ ร่างกายทรุดโทรม ผอม ซีด เบื่ออาการ อ่อนเพลีย มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า อาการรุนแรงขั้นต่อไปคือเกิดเป็นมะเร็งของอวัยวะภายใน เช่น หลอดลม ปอด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ
การรักษาเมื่อมีผู้ป่วยได้รับพิษสารหนูแบบเฉียบพลัน การรักษาได้ทันท่วงทีจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ ได้แก่  การล้างท้อง การให้ยาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้กระเพาะอักเสบ และฉีดยาแก้พิษสารหนูให้ครบชุด ส่วนอาการพิษเรื้อรังเมื่อเป็นแล้วรักษาให้หายยาก เนื่องจากมีสารสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย การรักษาใช้วิธีรักษาตามอาการที่ตรวจพบ เช่น ตุ่มที่หน้าขึ้นมาใช้ยาทาให้ลอกออกไป หรือมีเซลล์มะเร็งที่ผิวหนังก็ตัดทิ้งไป  ส่วนมะเร็งที่อวัยวะภายในก็อาจใช้วิธีผ่าตัดหรือฉายแสงตามแต่ความเหมาะสมและความเป็นมากน้อย ในรายที่เป็นมากขนาดมีตุ่มมะเร็งผิวหนังกระจายทั่วไปและแสดงอาการลุกลามอาจต้องใช้ยายับยั้งเซลล์ไม่ให้ลามมาก ซึ่งยานี้ราคาแพงและเพิ่งมีขายตามท้องตลาดในเวลา ๕-๖ ปีนี้เอง ซึ่งมีผู้ใช้แล้วได้ผลดี
พิษสารหนูยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของบ้านเรา ตราบใดที่การใช้ยาผสมสารหนูยังไม่หมดไป ข้อแนะนำสำหรับประชาชนคือ หลีกเลี่ยงการกินยาต้ม ยาหม้อ เนื่องจากเราไม่รู้ว่ามีสารหนูผสมอยู่หรือเปล่า ข้อแนะนำสำหรับผู้ปรุงยาหม้อคือ เลิกผสมสารหนูลงในยาเพราะจะมีอันตรายแก่ผู้บริโภคในเวลาต่อมา ผู้ที่มีสารหนูในครอบครองในรูปของยาปราบวัชพืช ยาเบื่อหนู ควรเก็บไว้ในที่มิดชิดให้ห่างจากมือเด็ก หรือผู้อื่นที่จะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
พิษสารหนูอาจเกิดจากธรรมชาติ หากมีระดับของสารปนอยู่ในน้ำหรือในดินปริมาณสูงกว่าปกติ ผู้ที่ดื่มน้ำจากบริเวณนั้นอาจเกิดพิษสารหนูเรื้อรังดังกล่าวได้ ในกรณีเช่นนั้นควรมีตุ่มสำหรับใส่น้ำฝนไว้ดื่ม น้ำจากบ่อที่เจือปนสารหนูแม้จะต้มก่อนกินก็ไม่อาจทำลายสารหนูได้

ข้อมูลจากเว็บไซ http://www.doctor.or.th/node/3952 

GMO

GMO ( Genetically modified oraganisms) หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม (DNA)   ซึ่งพืชที่ถูกตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมนี้สามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด  ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ดี  แต่กลับมีภัยมืดที่แฝงอยู่  เนื่องจากในขบวนการทำจะมีการตัดต่อและนำยีนส์ตัวใหม่ใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิต เช่นพืช เพื่อให้สามารถทนต่อยาฆ่าแมลง หรือทำให้สามารถฆ่าแมลงศัตรูพืชที่อาศัยกินพืชชนิดนั้น   ปัญหาที่กลัวคือ สามารถมีการถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมข้ามชนิดพันธุ์ (species) ได้ ซึ่งภาวะเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับสุขภาพคุณโดยไม่รู้ตัว  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อคุณกินเนื้อวัวหรือดื่มนมวัว  ซึ่งวัวตัวนั้นกินข้าวโพดที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมซึ่งสามารถทนต่อยาฆ่าแมลงได้ในปริมาณมาก   นั่นหมายถึงคุณจะได้รับยาฆ่าแมลงจำนวนนั้นเข้าไปด้วย และแน่นอนสารเคมีเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบกับระบบภูมิคุ้มกัน  ภาวะภูมิแพ้ หรือแม้แต่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้
           


     ในอเมริกา  เกือบ 70%ของพืชที่วางขายตามซุปเปอร์มาเกตเป็นพืชที่ถูกตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม  เนื่องจากรัฐบาลของอเมริกาไม่ได้สนใจถึงผลกระทบในระยะยาวของพืชGMO ที่อาจมีต่อมนุษย์   และเนื่องจากยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาว  ในส่วนของรัฐบาลอังกฤษยังไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายพืชGMOอย่างเสรี  เนื่องจากผลการวิจัยที่มีอยู่ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อาหารที่มาจากการดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมมีโอกาสเป็นพิษ และเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย  และยังทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น
                จากการศึกษาของ Dr. Pusztai ในปี 1998-1999 ในหนู  หลังจากทดลองให้หนูกลุ่มหนึ่ง กินมันฝรั่งที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมเป็นเวลา 10 วัน พบว่าอวัยวะต่างๆ ตลอดจนระบบภูมิคุ้มกันของหนูกลุ่มนี้ถูกทำลาย  ในขณะที่หนูอีกกลุ่มกินมันฝรั่งธรรมดานั้น ตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ    เขาจึงสรุปว่า ขบวนการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงทำให้มันฝรั่งกลายเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  ซึ่งนักวิทยาศาตร์ได้ตั้งเป็นสมมุติฐานว่า มีการติดเชื้อไวรัสที่ทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ของหนูซึ่งเป็นผลมาจากการตัดต่อรหัสทางพันธุกรรมของพืช
                ในวันที่ 17 พฤษภาคม 1999  สมาคมการแพทย์ของอังกฤษ ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่า อาหารที่มาจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมนั้น สามารถก่อให้เกิดสิ่งแปลกปลอมชนิดใหม่ในมนุษย์ ตลอดจนมีผลทำให้ดื้อยาปฏิชีวนะอีกด้วย
                ในปลายปี 1999 จากเอกสารของ Ronnie Cummins ที่ออกแถลงการณ์จากนักวิทยาศาตร์ 231 คน  กว่า 31 ประเทศ   เชื่อว่าไวรัสที่ใช้ตัดต่อพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ 
                อย่างไรก็ตาม การศึกษา ทดลองเกี่ยวกับเรื่องอาหารที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม ยังมีน้อย  ทุกวันนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าอาหารประเภทนี้ปลอดภัยกับเราหรือไม่......


จากบทความ ภัยมืดGmo  http://www.goodhealth.co.th/new_page_61.htm